บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน คลาสสิก ออสสิริส จำกัด

ระบบเทรดอัตโนมัติ Basic concepts of money management [แนวคิดพื้นฐานของการบริหารพอร์ตการลงทุน]

Basic concepts of money management [แนวคิดพื้นฐานของการบริหารพอร์ตการลงทุน]

เผยแพร่เมื่อ วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2563


โอกาสและความน่าจะเป็น เป็นความรู้พื้นฐานทางด้านสถิติ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลากหลายสาขาวิชาชีพ หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้นการทำไปประยุกต์ในด้านการเงินการลงทุน นอกจากในด้านการทำระบบ หรือ System Trading ที่ต้องอาศัยความรู้พื้นฐานทางด้านสถิติอย่างมากแล้ว นักลงทุนทั่วไปก็ต้องศึกษาความรู้เหล่านี้และนำไปประยุกต์ใช้กับการลงทุนของตนได้ไม่มากก็น้อย หากกล่าวถึงผลตอบแทนและความเสี่ยง ความเป็นจริงแล้วไม่ได้มีความสัมพันธ์กันแบบเส้นตรง เมื่อผลตอบแทนมาก ความเสี่ยงก็มากเป็นเงาตามตัว แต่ความสัมพันธ์ดังกล่าวมีลักษณะที่มีความโค้ง โดยจุดสูงสุดของส่วนโค้งคือจุดที่สามารถสร้างผลตอบแทนต่อหน่วยความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ซึ่งตัวแปรที่สําคัญไม่ได้อยู่ที่ความแม่นยำในการซื้อขายของระบบเพียงเท่านั้น แต่อีกหนึ่งตัวแปรที่สำคัญเทียบเท่ากับความแม่นยำของระบบนั่นคือ ปริมาณในการซื้อขาย หรือ Position Sizing

ในการส่งคำสั่งซื้อขาย หุ้น TFEX หรือสินค้าอื่นๆก็ตาม ในแต่ละครั้งมีสิ่งที่ต้องตัดสินใจหลักๆอยู่ด้วยกัน 2 สิ่ง นั่นคือการตัดสินใจในการถือสถานนะในทิศทางของราคาสินค้าอ้างอิงที่ถูกต้อง และการตัดสินใจว่าเราจะถือสัญญาในปริมาณเท่าไร เนื่องจากการคาดเดาทิศทางของสินค้าอ้างอิง ขึ้นอยู่กับความสามารถ ความรู้ และประสบการณ์ของผู้ลงทุนเองซึ่งไม่สามารถกำหนดได้อย่างแน่นอน แต่ปริมาณสัญญาที่ถือในการซื้อขายเป็นตัวแปรที่เราสามารถกำหนดได้ ซึ่งการกำหนดปริมาณในการซื้อขายส่งผลถึงความเร็วในการเติบโตของบัญชี บางครั้งมันก็เป็นต้นเหตุที่ทำให้ประสบกับความล้มเหลวในการลงทุนได้เช่นกัน

Position Sizing หรือการกำหนดขนาดในการซื้อขาย สำคัญขนาดนั้นเลยหรือ?

เพื่อตอบคำถามนี้เราลองมาดูตัวอย่างง่ายๆกันเลยดีกว่าซึ่งตัวอย่างง่ายๆก็คตงหนีไม่พ้นเกมทอยเหรียญ สมมุติเราเล่นเกมทอยเหรียญซึ่งเมื่อเราทอยเหรียญได้หัว เราจะได้ผลตอบแทน 2 บาท ในทางกลับกันถ้าทอยเหรียญออกก้อยจะเสียเงิน 1 บาท ฉะนั้นอัตราส่วนที่ชนะและแพ้จะเป็น 2:1โดยเหรียญที่ใช้จะมีความน่าจะเป็นที่จะออกหัวและก้อยเท่ากันคือ 50%

สมมุติว่าตอนนี้เรามีเงินต้นอยู่ 100 บาท แล้วเราจะวางเงินเท่าไรให้ได้ผลตอบแทนสูงสุด โดยสามารถสร้างแบบจำลองเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นดังตาราง เมื่อ Bet Ratio แสดงถึงอัตราส่วนของการวางเงินเดิมพัน  ตั้งแต่ 5%ของมูลค่าบัญชีปัจจุบัน จนถึง 100% ของมูลค่าบัญชีปัจจุบัน (เทหมดหน้าตัก All in ) และผลของการสุ่มโยนเหรียญจะอยู่ในคอลัมน์ Rand ในการทดลองครั้งนี้ทำการโยนเหรียญทั้งหมด 40 ครั้ง ท้ายที่สุดมูลค่าของเงินทุนหลังจากการเล่นเกมนี้จะแสดงไว้ที่บรรทัดสุดท้าย

โดยมีวิธีการคิดผลตอบแทนดังนี้

จากตัวอย่างในตารางเมื่ออัตราส่วนของเงินที่ใช้ลงทุนคือ 0.05 นั่นคือ 5% ของเงินคงเหลือ เมื่อเงินคงเหลือเท่ากับ 100 บาท เงินลงทุนคือ  5 บาท

เมื่อโยนเหรียญได้หัว ทำให้ได้กำไร ( 2 x 5  = 10 บาท ) ฉะนั้นเงินคงเหลือจะเท่ากับ 110 บาท

ในทางกลับกันถ้าโยนเหรียญได้ก้อย ทำให้เสียเงินที่วางเดิมพันนั้นไป ฉะนั้นเงินคงเหลือจะเท่ากับ 95 บาท

เมื่อนำมูลค่าสุดท้ายของเงินทุนหลังจากการเล่นเกมโดยเหรียญมาพล็อตกราฟของเงินทุน จะพบว่า อัตราส่วนประมาณ 25% ของเงินทุนให้ผลตอบแทนถึง 10 เท่าเมื่อเล่นเกมนี้ การวางเงินน้อยเกินไปทำให้ผลตอบแทนน้อยทำให้อัตราการเติบโตของเงินน้อย กลับกันถ้าวางเงินมากเกินไปอาจทำให้ขาดทุนเนื่องจากวางเงินที่มากขึ้นเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่มากขึ้นนั่นเอง

จากกราฟก็แสดงให้เห็นแล้วว่า การเพิ่มความเสี่ยงไม่ได้มีส่วนในการเพิ่มผลตอบแทนที่มากขึ้นเป็นเส้นตรงแต่อย่างใด ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดจากการ Optimize ให้ความเสี่ยงและผลตอบแทนมีความเหมาะสมกัน  ที่ยกตัวอย่างในบทความนี้เป็นเพียงแค่ตัวอย่างง่ายๆที่เรารู้ถึงผลตอบแทน และความน่าจะเป็นของแต่ละเหตุการณ์อย่างแน่ชัด ซึ่งภายใต้สภาวะตลาดจริงยังมี ปัจจัยอีกหลายอย่าง และตัวเลขต่าง ๆ ที่ใช้ในการณ์คำนวณ ล้วนเกิดจากการเก็บสถิติ ฉะนั้นไม่สามารถปฏิเสธการใช้สถิติในทางการเงินและการลงทุนได้ ตัวอย่างข้างต้นอาจทำให้หลายท่านพอเข้าใจถึงความสำคัญของการใช้คณิตศาสตร์ ในการคำนวณการจัดการเงินในการลงทุนบ้าง และหวังว่างบทความนี้จะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อย

เปิดบัญชี ระบบเทรดอัตโนมัติ
พร้อมรับสิทธิพิเศษทันที !!